top of page

" Ladies and gentlemen, children of all ages, step right up and guide your ears toward this blog as the circus music is about to begin! "

" CIRCUS CIRCLE "

            หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “Circus” นี้มีอายุย้อนไปถึงตั้งแต่ยุคโรมัน แต่จริงๆแล้ว Circus  ในโรมันเป็นต้นแบบของลู่ที่ใช้วิ่งแข่งความเร็วในสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ร่วมกันของ Roman และ Modern Circus คือคำว่า Circus ที่มีความหมายในภาษาละตินเท่ากับคำว่า Circle ในภาษาอังกฤษ

             

            Circus เกิดขึ้นครั้งแรกในอังกฤษโดย Philip Astley (1742 - 1814) เป็นการแสดงการขี่ม้าและการควบคุมม้า ในปี 1786 เขาได้เปิดโรงเรียนสอนขี่ม้าขึ้น และทำการแสดงขี่ม้า การควบคุมม้า เขาจะคิดการแสดงในช่วงเช้าและทำการแสดงในช่วงบ่าย ในขณะนั้นประเทศอังกฤษเองกำลังมีวิวัฒนาการในการพัฒนาภาพยนตร์ เขาจึงได้รับแรงบรรดาลใจในการออกแบบสร้างพื้นที่การแสดงของเขาขึ้นมาเป็นรูปวงกลม เพื่อให้ผู้ชมสามารถเห็นการแสดงขี่ม้าของเขาได้ในทุกมุม เขาเรียกวงแหวนที่เขาสร้างนี้ขึ้นว่า Circle หรือ Circus ซึ่งคำว่า Circus เป็นคำในภาษาละตินที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า Circle ในภาษาอังกฤษ ต่อมาก็รู้จักกันในชื่อ Circus ring หรือวงแหวน สำหรับวงแหวนนี้เขาไม่ได้เป็นผู้คิดค้นคนแรก แต่มันถูกคิดค้นมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ผู้แสดงจะต้องขี่ม้าเป็นวงกลมและควบคุมการทรงตัวในการแสดง วงแหวนของ Astley นั้นจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 62 แต่โดยทั่วไปจะมีความยาวศูนย์กลาง 42 ก้าว และได้กลายมาเป็นมาตรฐานในการสร้าง ต่อมาในปี 1770 เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการแสดง เขาจึงได้คิดการแสดงที่แปลกใหม่นอกเหนือจากการแสดงการขี่ม้า เขาจึงได้เปิดรับนักกายกรรม นักกระโดดเชือก และผู้ที่สามารถโยนสิ่งของหลายชิ้นพร้อมกันได้ เข้ามาคั่นระหว่างพักการแสดงขี่ม้าของเขา และเริ่มไปทำการแสดงที่ฝรั่งเศสครั้งแรกในปี 1782 และในปีนี้เองเขาก็มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น Charles Hughes นักขี่ม้าชาวอังกฤษ และ Chales Dibdin นักประพันธ์บทละครใบ้ ความสำเร็จของทั้งสองเริ่มด้วยการแสดงและเปิดโรงเรียนสอนขี่ม้า รวมไปถึง The Royal Circus และ Equestrian Philharmonic Academy และก้าวเล็กๆที่ยิ่งใหญ่นี้ คำว่า “Circus” จึงถูกนำไปใช้ในชื่อการแสดงที่ให้ความบันเทิง ในปี 1793 Hughes ได้ไปแสดงที่รัสเซีย และลูกศิษย์ของเขาก็ได้ไปแสดงที่อเมริกา ในการแสดงแต่ละครั้งจะต้องสร้างวงแหวนขึ้นมา  ในอดีตจะทำด้วยไม้แต่เมื่อได้ไปทำการแสดงที่ยุโรปความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมจึงมีการพัฒนาวงแหวนให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้น อาคารเหล่านี้ถูกก่อสร้างในเมืองใหญ่ๆ เช่น New York, Mexico, Philadeiphia อาคารเหล่านี้ยังเป็นตัวเลือกในยุโรปจนถึงศตวรรษที่  20 แต่ไม่ใช่กับในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 มีบางพื้นที่เท่านั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สามารถสร้าง Circus ได้ การแสดงจึงค่อนข้างที่จะจำกัด ดังนั้นในปี 1825 Joshuah Purdy Brown นักลงทุนคนแรกจึงเข้ามาเปลี่ยนวงแหวนที่สร้างจากไม้ ให้กลายเป็นเต้นท์ผ้าแคนวาส เขามาจาก Somers ใน New york และรู้จักคนขายสัตว์จึงได้ซื้อลูกช้างแอฟริกามาเพื่อร่วมในการแสดงด้วย ต่อมาก้ได้ซื้อพันธุ์สัตว๋ต่างๆ มาร่วมด้วย การแสดงของอเมริกาในการนี้มีเอกลักษณ์ี่ต่างออกไปจากการแสดงในยุโรป คือมีนักลงทุนเป็นผู้จัดหางาน และไปแสดงตามที่ต่างๆ โดยการใช้เต้นท์ผ้าเป็นที่จัดการแสดง แต่ในยุโรปจะทำกันแบบครอบครัวมากกว่า

 

             การแสดง Circus สิ่งที่สำคัญคือภาพที่ผู้แสดงสื่อออกมา ดังนั้นมันจึงถูกทำลายกำแพงทางภาษาลง เพราะเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะไปแสดงในประเทศอื่นๆ โดยผ่านเจ้าของภาษาที่พูดคนละภาษากับผู้แสดง จึงทำให้การแสดง Circus ขยายไปได้เร็วในระดับนานาชาติ ในปี 1836 Thomas Cooke นักแสดงขี่ม้าชาวอังกฤษได้ซื้อเต้นท์ที่ใช้ในการแสดงจากที่อเมริกากลับมา จากจุดนี้ทำให้ชาวยุโรปเห็นว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อการแสดงอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป Giuseppe Chiarini(1823-1897) นักขี่ม้าชาวอิตาลีจึงได้ออกเดินทางไปที่ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนที่ Havana อเมริกาใต้ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่น เม็กซิโก บราซิล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี จีน ทัสมาเนีย สิงคโปร์ ชวา ไทย อินเดีย และเสียชีวิตลงที่กัวเตมาลา

​

            ในช่วงสงคราวโลกครั้งที่ 1 การแสดง Circus โดยการขี่ม้านั้นเหลือเป็นเพียงภาพความทรงจำ เนื่องด้วยรถไฟหรือรถยนต์ที่เข้ามาแทนที่การขี่ม้า สิ่งที่ม้าแทนที่การแสดงการขี่ม้าคือ กายกรรมกลางอากาศ และตัวตลกที่มีความสำคัญก่อนหน้านี้ก็ยังมีความสำคัญในยุคนี้อยู่เช่นกัน ในโรงเรียนที่สอนการแสดง Circus ก็ได้มีการแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับยิมนาสติกเข้าไปด้วย

RELATIONSHIP BETWEEN MUSIC & CIRCUS

CIRCUS MUSIC หรือที่เราจะรู้จักกันในชื่อ Carnival Music ที่เป็นการแสดงที่เล่นควบคู่ไปกับการแสดง Circus ดนตรีสมัยนิยมจะถูกนำมา Arrange ให้เข้ากับ Circus band เช่น waltzes, foxtrots และการแสดงอื่นๆ ถึงแม้ว่าการแสดงนี้จะมีอยู่ตั้งแต่ในสมัย Ancient Roman แต่ดนตรีของ Circus music เริ่มต้นจากการแสดงโดยเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลิน หรือ Flute 

​

ดนตรีในศตวรรษที่ 20 มีความแตกต่างออกไปบทเพลงดังกล่าวจะถูกเล่นในวง Big Band  การแสดง Modern circus ครั้งแรกโดย Philip Astley (1748 - 1814) ที่เป็นการแสดงบนหลังม้า และมีการแสดงกายกรรมอื่นๆเข้ามาแทรก โดยทำการแสดงครั้งแรกในปี 1782 ที่ Paris นักประพันธ์ Circus Music ทีเรารู้จักกันเป็นคนแรกคือ Charles Dibbin (1745 - 1814) ซึ่งเป็นคู่หูของ Astley นั่นเอง Dibbin เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากในช่วงเวลานั้นที่เขียนผลงานขึ้นกว่าร้อยชิ้น และภายหลังได้ตัดสินใจเขียนบทเพลงให้กับการแสดง Circus โดยบทเพลงนั้นจะมีลักษณะเป็น Intermezzo ให้เหมาะกับการแสดงที่สลับฉากไปมา หรือเขียนเป็น Comedy pieces ผลงานที่ประพันธ์ให้กับนักแสดงกว่า 60 ชีวิตทั้งนักร้อง นักแสดง นักเต้น ที่มีชื่อเสียง เช่น The Graces, Clum and Cudden และ Pandora ผลงานของบทประพันธ์เหล่านี้ที่มีชื่อเสียงและใช้ในการแสดง Circus เป็นเพราะว่าตามแบบฉบับดั้งเดิมบทเพลงเหล่านี้ถูกใช้ใน Popular Puppet Show ทำให้กลายเป็นภาพที่จดจำกันมา

​

ลักษณะการประพันธ์ดนตรี Circus Music จะมีความเป็น March หรือ Sreamer มีจังหวะที่รวดเร็วประมาณ 200/นาที ทำนองหลักจะมีลักษณะของโน้ตที่กระโดดสลับไปมาอย่างรวดเร็ว เป็น Fanfare ซึ่งมีความท้าทายสำหรับผูเล่น "Windjammers" (circus musicians) เพราะจังหวะที่รวดเร็วนั่นเอง 

 

เครื่องดนตรีที่ใช้ ในช่วงศตวรรษที่ 19 จะมีการเริ่มด้วยวงเครื่อง Brass สำหรับเครื่องสายนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้มากเท่าไหร่นักตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Circus Music ซึ่งความดั้งเดิมนี้ถูกกำหนดขึ้นโดย Marle Evans ซึ่งเป็นนักCornet และผู้ควบคุมวง Circus Band ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักกันในนาม "Toscanini of the Big top) ใน American Bandmaster Association ในปี 1997 สาเหตุที่เครื่องบราสนั้นได้รับความนิยมมากกว่า เป็นเพราะว่าโทนเสียงที่มีความก้องกังวาลมากกว่าเครื่องดนตรีประเภทอื่น 

​

เสียงของเครื่องดนตรี Cornet, Trumpet, Trombone, French Horn, Baritone และ Tuba สามารถส่งเสียงไปได้ไกลและเป็นวงกว้าง ทำให้เมื่อได้ยินเสียงก็เป็นสัญลักษณ์คล้ายกับการแสดง Circus จะเริ่มขึ้นแล้ว และก็ได้เพิ่มเครื่ืองดนตรีประเภทกลองเข้าไป สำหรับเครื่องดนตรี Saxophone ก็นำมาใช้ในการบรรเลงอยู่เนืองๆ สำหรับเครื่องดนตรี Calliope สร้างโดย Joshua C. Stoddard ในปี 1856 ในบ่อยครั้งก็ถูกใช้ใน Circus แต่ไม่ได้อยู่ในวง Circus Band ในบางครั้งก็ถูกเรียกว่า "Circus Piano" และเล่นคล้ายๆกับ Piano เสียงของเครื่องดนตรีนี้สามารถไปไกลได้ถึง 9 ไมล์  

Collage

รูปภาพและบทเพลงที่มีความหมายในตัวเอง เมื่อเรานำมารวมกันและจัดวางให้เหมาะสม มันสามารถเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวใหม่ และสื่อความหมายที่เปลี่ยนไปจากนัยเดิม บทเพลงและการแสดงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวใหม่ที่มีความหมายของตัวเองซ่อนอยู่ในคอนเสิร์ต "Circus Circle"

​

Shadow Puppet

​

 การแสดง Circus ตามความเข้าใจโดยปกติคือการแสดงของคณะละครสัตว์ ที่จะมีการเล่นกายกรรรม การแสดงของตัวตลก และมีดนตรีเป็นองค์ประกอบ แต่ในความหมายของ Circus แล้วนั้นก็สามารถใช้เรียกการแสดง ที่ให้ความสนุกความบันเทิงได้ ในการแสดงครั้งนี้เป็นการแสดง Solo Clarinet ประกอบกับภาพ Visual Art ที่สร้างสรรค์ขึ้นที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากธีม Circus โดยการเลียนแบบการแสดงที่มีอยู่ในนั้น ถอดแบบออกมาโดยใช้เป็นเพียงหุ่นเงา หรือการใช้มือในการทำเป็นรูปตัวละคร สัตว์ต่างๆ ตามลักษณะของบทเพลง

Zoetrope

การทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวในยุคเก่าเริ่มต้นจากการนำภาพนิ่งมาเรียงต่อกัน โดยใช้เครื่อง Zoetrope เพื่อให้สามารถหมุนตามความเร็วที่ต้องการและให้ภาพ หมุนเร็วจนสายตาของเรานั้นมองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว การแสดง Circus เริ่มแรกคือการเล่นกายกรรมบนหลังม้า แต่เมื่อวิวัฒนาการความก้าวหน้าทางด้านรถไฟ หรือรถยนต์ที่เข้ามาแทนที่ การขี่ม้าเพื่อเดินทางก็ได้ถูกเปลี่ยนไปตามบริบทสังคม และถูกตัดออกจากการแสดง Circus เหลือเพียงละครสัตว์ โชว์นักมายากล กายกรรมต่างๆ จึงอยากจะย้อนหวนให้นึกถึงภาพของการแสดงขี่ม้าที่เป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่เริ่มแรกของการแสดง Circus 

History of Collage

"Collage is the twentieth century's greatest innovation." — Robert Motherwell

collage-art-history-1.jpg

Georges Braque, ‘Violin and Pipe’ (1913)

collage-art-history-3.jpg

Francis Picabia, ‘Tableau Rastadada’ (1920)

"After Picasso and Georges Braque, collage became the most consequential visual-art form of the twentieth century."

— Peter Schjeldahl

ในขณะที่ศิลปินกำลังแบ่งชั้นของรูปภาพ และความมีอิสระในการเลือกสร้างสรรค์อุปกรณ์ต่างๆใส่ลงในกระดาษผลงานของเขาเอง Collage เป็นสิ่งที่รวมความเป็นกลางและความถูกต้องในตัวของมันเองตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 20  ด้วยการทดลอง Cubits ของ Pablo Picasso และ Georges Braque สงอคู่หูที่สร้างคำว่า “Collage” ขึ้นมา ซึ่งมาจากคำในภาษาฝรั่งเศษ “Coller” (ที่หมายความถึง การติดด้วยกาว หรือ การแทง) ผลงานเหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากกระดาษสี กระดาษหนังสือพิมพ์ และผ้า เมื่อลองพิจารณาถึงช่วงเวลา ณ ขณะนั้นเป็นความกล้าหาญมากที่นำวัฒนธรรมระดับล่างและระดับบนเข้ามารวมไว้ด้วยกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติของวงการ  Modern Art

 

อย่างไรก็ตามศิลปินในช่วงยุคก่อนหน้าที่รู้จักในชื่อ “Analytic Cubism” ที่รวมภาพวาดของโลกที่แยกออกเป็นชิ้นที่มีความเป็นเส้นตรง และส่วนที่มีความโค้งเว้า หลังจากยุคของ Synthetic Cubism ก็มีความเชื่อโยงของชิ้นส่วนที่แยกกัน หรือัสดุที่หลากหลายมาสร้างสรรค์เป็นผลงานชิ้นใหม่ เช่น ผลงานที่มีชื่อเสียงของ Picasso “Still Life With Chair Caning (1912)” ซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงเวลานั้น เป็นภาพที่รวมวัสดุที่พบในทุกวัน อย่างหนังสือพิมพ์ และเชือก เช่นผลงาย trompe-l’oeil ที่สร้างสรรค์บนผ้าน้ำมันและมีรูปแบบคล้ายกับ chair-caning

 

จาก Cubist experiments ทำให้เกิดสมาคมศิลปินขึ้นโดย Dada  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคณะของ Berlin branch ที่เริ่มนำ   Collage มารวมไว้ในผลงานของเขา Hannah Hoch, Richard Huelsenbeck, John Heartfield และผู้บุกเบิกในช่วงยุคแรกที่ได้ใช้เทคนิค photomontage ใช้ภาพที่มีอยู่แล้ว บรรจงวาดลงไปเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีความเฉียบขาดเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ในสังคมเยอรมัน และในวัฒนธรรมช่วงหลีงสงครามโลกครั้งที่ 1 

 

ศิลปินร่วมสมัยได้ใช้ Collage ในระดับปานกลางบนผลงานชิ้นใหม่หรือหนทางแห่งนวัตกรรมใหม่ๆ โดยการทดลองอย่างเป็นกิจลักษณะ และกรอบความคิด อย่างเช่นศิลปิน Lorna Simpson และ Nina Yuen ที่เคยใช้เทคนิค Collage  ที่สื่อความหมาย นัยแฝงกับชื่อเรื่องอย่าง การแข่งขัน ชนชั้น และกฎหมาย ในขณะที่หาความผสมผสานร่วมกันกับสิ่งที่เป็นเรื่องราวในอดีตและความเป็นอนาคต เลือกสรรภาพจากอินเทอร์เน็ตและภาพที่เจอที่ถูกใจ

collage-art-history-2.jpg

Picasso, ‘Bottle of Vieux Marc, Glass, Guitar and Newspaper’ (1913)

Art of Shadow Puppetry

ในอดีต Plato เคยกล่าวถึงถ้ำในอินเดียที่มีการจารึกศตวรรษที่ 2 มีการจารึกอ้าวอิงถึงการแสดงละครเงาที่ใช้หุ่นกระบอกรูปคนและสัตว์ ที่จัดการโดยคนเชิดหุ่นในถ้ำนั้น เบื้องหลังของการแสดงหุ่นเงาและตามบันทึกของ Plato เราจะเห็นรูปแบบและความเป็นจริงที่ถูกตีตรวนโดยผู้ชม เรื่องนี้ Plato คิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นปลอมในทางความคิด อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ถือได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญกับการแสดงหุ่นเงาในถ้ำ สำหรับการแสดงพิธีกรรมทางศาสนาและการเฉลิมฉลอง 

 

ศิลปะการเชิดหุ่นกระบอก หรือการแสดงเงา ในอดีตเป็นการเล่าเรื่องที่เป็นนิทานมีการใช้รูปภาพที่เป็นแนวราบ (Shadow puppet) มาสร้างและตัดรูปภาพนั้นเพื่อให้มีช่องว่างให้แสงผ่าน และพื้นหลังส่วนที่ให้แสงผ่านได้น้อย เรื่องนี้มีประวัติที่ยาวนานทั้งในจีน อินเดีย เนปาล และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในฝั่งตุรกี และกรีซ ที่หาทางรอดและมีชีวิตอยู่ในช่วงหลังสงครามและการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะมีประวัติของมันเองและคำจารึกของการแสดงในครั้งแรก หรืออย่างน้อยก็มีรูปแบบที่มันแตกต่างกันตามวัฒนธรรมนั่นเอง

 

Opera in Mini Size

หุ่นกระบอกที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเสียงดนตรีเหมือนกับที่นักแสดงโอเปราทำ ผู้ที่เป็นคนเชิดหุ่นกระบอกคนที่บางครั้งก็ต้องร้องและอ่านเนื้อเรื่องไปด้วย และนั่งอยู่ข้างหลังฉาก เครื่องดนตรีในวง Orchesta ถูกบันทึกไว้หลายชนิดตามศาสนาและขนบธรรมเนียม โรงละครสำหรับการแสดงจะเป็นการแสดงในงานวัดหรือตลาด เพื่อเป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้หญิงชนชั้นสูงซึ่งไม่มีอิสระในการเข้าถึงการแสดงอุปรากร เวทีขนาดเล็กสำหรับการแสดงหุ่นเงาจะทำให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวเช่นกัน เนื้อเรื่องของการแสดงหุ่นเงาจะมากหรือน้อยคล้ายกับเนื้อเรื่องของอุปรากร บ่อยครั้งที่จะยึดตามนิทานที่เป็นมหากาพย์เกี่ยวกับนักรบในสงคราม สงครามที่มีชื่อเสียง โศกนาฏกรรม ความรัก ฯลฯ ผู้กำกับหุ่นเงามักจะใช้เรื่องที่มีเป็นประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และภาพยนตร์ ดังนั้นเขาจึงสามารถที่จะสร้างตัวละครที่เล่นได้ภายในคณะของเขา

 

ในช่วงความคลั่งไคล้ของจีนหรือที่เรียกว่า  “Chinoiserie”   ช่วงยุค Rococo โรงละครหุ่นเงาของจีนซึ่งก็กลายเป็นที่รู้จักในยุโรป ในจีนช่วงระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรรม โรงละครหุ่นเงาเคยจารึกในการปฏิวัติการแสดงเช่นกัน ในช่วงหลังศตวรรษที่ 20  โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ทำให้ละครหุ่นเงาได้รับความนิยมลดลงไปเช่นกัน และกลายเป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก หลายกลุ่มพยายามที่จะทำการแสดงหุ่นเงาในสมัยใหม่ โดยสร้างจากเรื่องตลกที่เป็นชื่นชอบของเด็กๆ หรืออนิเมชั่น

 

ปัจจุบันนี้ยังคงมีวัฒนธรรมการเชิดหุ่นกระบอกที่หลากหลาย ตามที่มีการบันทึกไว้สามารแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ 

 

  1. Marionettes ที่มีการเชิดจากด้านบนโดยใชเชือก

  2. Rod puppets  ที่มีการเชิดโดยใช้ไม้แท่งยาวๆจากด้านล่าง

  3. Glove or finger puppets ที่สร้างสรรค์โดยการใช้มือ หรือนิ้วมือ

32_bird.jpg

ZOETROPE

muybridgehorseinmotion1-2.jpg

Zoetrope ที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นลักษณะหลักของภาพยนตร์เรื่อง The Woman In Black" ที่โด่งดังของ Daniel Radcliffe ที่ได้นำ Zoetrope เข้าไปใช้ในการแสดง

 

อุปกรณ์ที่สร้างด้วยชื่อ Doedaleum ในปี 1833 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ William George Horner (1786-1837) 

นักฟิสิกส์ชาวสก็อต ames Clerk Maxwell พัฒนามันขึ้นจากรูปแบบเดิมในปี 1868 โดยการเพิ่มส่วนเว้าเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ 

ถึงแม้ว่ามันจะถูกคิดค้นโดย William F. Lincoln ในปี 1867 แต่ชื่อของ Zoetrope เกิดขึ้นในปี 1887 ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ

 

นี่ถือเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่จำลอง Zoetrope แบบดั้งเดิม มันถือเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตภาพที่บันทึกไว้ที่ละภาพอย่างรวดเร็วให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว

ลักษณะภายในมีรูปทรงเป็นทรงกระบอก และเรียงภาพตามลำดับเหตุการณ์ไป เมื่อหมุนวัตถุทรงกระบอกผู้ใช้จะต้องมองผ่านช่องที่กรีดเป็นรอยในฝั่งตรงข้าม และรูปภาพจะกลายเป็นรูปเดียวกัน ทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหว

 

เพียงแค่ใส่ภาพเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกันเป็นแผ่นยาวๆ เคาะเป็นจังหวะช้าๆมองผ่านช่องว่าง รูปภาพเหล่านั้นก็จะดูเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมา เข่นนกอินทรีย์กระพรือปลีกไปมา กบกระโดด และรูปอื่นๆ

© 2019by Benjamart created with Wix.com

bottom of page